เมื่อสร้างรูทีนดูแลผิว โทนเนอร์มักเป็นขั้นตอนที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุด มันเป็นแค่น้ำเปล่าหรูๆ หรือเปล่า? คุณจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ หรือไม่? แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าโทนเนอร์ชนิดไหนเหมาะกับผิวของคุณ?
มาทำความเข้าใจกัน
โทนเนอร์คืออะไร?
โทนเนอร์เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำ ออกแบบมาเพื่อใช้หลังการล้างหน้าและก่อนทาเซรั่มหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ หน้าที่หลักคือช่วยให้ผิวสดชื่น ปรับสมดุลค่า pH ขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้าง และเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการดูดซึมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในขั้นตอนต่อไปได้ดียิ่งขึ้น
แต่ โทนเนอร์ในปัจจุบันไม่ใช่สูตรที่รุนแรงและมีแอลกอฮอล์สูงเหมือนในอดีตอีกต่อไป โทนเนอร์ในปัจจุบันมีความซับซ้อน อ่อนโยน และมักอุดมไปด้วยส่วนผสมที่ช่วยให้ความชุ่มชื้น ผลัดเซลล์ผิว ปลอบประโลม หรือดูแลความต้องการของผิวที่เฉพาะเจาะจง
ประเภทของโทนเนอร์และผิวที่เหมาะสม
โทนเนอร์ให้ความชุ่มชื้น
โทนเนอร์ให้ความชุ่มชื้นมีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น เช่น ไฮยาลูรอน, กลีเซอรีน และเบต้า-กลูแคน เหมาะสำหรับผิวแห้ง, ผิวขาดน้ำ หรือผิวมีอายุ
ช่วยให้ผิวอิ่มฟูและลดความรู้สึกตึงหลังล้างหน้า
เหมาะสำหรับ:
- ผิวแห้ง
- ผิวขาดน้ำหรือผิวลอกเป็นขุย
- ผิวที่สัมผัสกับสภาพอากาศแห้งหรือเครื่องทำความร้อน
โทนเนอร์ปลอบประโลมผิว
โทนเนอร์ปลอบประโลมผิวที่อุดมด้วยส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลม เช่น ใบบัวบก ชาเขียว หรือคาโมมายล์ ช่วยลดรอยแดงและการระคายเคือง
เหมาะสำหรับ:
- ผิวแพ้ง่าย
- ผิวแดงหรือผิวอักเสบ
- ฟื้นฟูผิวหลังเป็นสิวหรือซ่อมแซมเกราะป้องกันผิว
เฟซมิสต์
เฟซมิสต์คือโทนเนอร์ในรูปแบบสเปรย์ ช่วยเติมความชุ่มชื้นและสารอาหารให้ผิวตลอดวัน เหมาะสำหรับการฟื้นฟูผิวหรือเซ็ตเมคอัพ
เหมาะสำหรับ:
- ทุกสภาพผิว (โดยเฉพาะผิวแห้งหรือผิวผสม)
- เติมความชุ่มชื้นระหว่างวัน
- ฟื้นฟูผิวอย่างรวดเร็วในช่วงกลางวัน
โทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิว
โทนเนอร์เหล่านี้มีส่วนผสมของสารผลัดเซลล์ผิวเคมี เช่น AHA (ไกลโคลิก, แลคติก), BHA (ซาลิไซลิก) หรือ PHA เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างอ่อนโยน ทำความสะอาดรูขุมขน และส่งเสริมให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
เหมาะสำหรับ:
- ผิวมันและเป็นสิวง่าย
- ผิวหมองคล้ำหรือผิวหยาบกร้าน
- รอยดำและสิวหัวดำ
เคล็ดลับ: ใช้โทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และตามด้วย SPF เสมอในตอนเช้า
Toner Pads
แผ่นสำลีชุบโทนเนอร์ที่ผสมผสานโทนเนอร์เข้ากับสารผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน หรือสารปลอบประโลมผิว ใช้งานสะดวกและช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
เหมาะสำหรับ:
- ผู้ที่มีกิจวัตรประจำวันที่เร่งรีบ
- การปรับสภาพผิวเฉพาะจุด (เช่น เฉพาะทีโซน)
- การผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนทุกวัน
วิธีเลือกโทนเนอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ
| สภาพผิว | ประเภทโทนเนอร์ที่แนะนำ |
| ผิวแห้งหรือผิวมีอายุ | โทนเนอร์เพิ่มความชุ่มชื้น |
| ผิวแพ้ง่าย | โทนเนอร์ปลอบประโลมผิว |
| ผิวมันหรือเป็นสิวง่าย | โทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิว / Toner Pads |
| ผิวผสม | โทนเนอร์ปรับสมดุล หรือการใช้หลายขั้นตอน (ทีโซน vs ยูโซน) |
| ผิวธรรมดา | โทนเนอร์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและรักษาสมดุลผิว |
วิธีใช้โทนเนอร์ในขั้นตอนการดูแลผิวของคุณ
- ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด
- ทาโทนเนอร์ลงบนสำลีหรือฝ่ามือโดยตรง
- ตบเบาๆ ให้ทั่วผิวหน้า ไม่จำเป็นต้องถู
- ตามด้วยเซรั่ม, มอยส์เจอร์ไรเซอร์, และ SPF (หากใช้ตอนกลางวัน)
โทนเนอร์สามารถใช้ได้ทั้งเช้าและกลางคืน ขึ้นอยู่กับประเภท โทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิวควรใช้บ่อยน้อยลง
โทนเนอร์มีประโยชน์ต่อผิวอย่างไร?
โทนเนอร์ช่วยปรับสมดุลค่า pH ของผิวหลังการล้างหน้า ขจัดสิ่งตกค้าง และเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงจากเซรั่มและมอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้ดียิ่งขึ้น โทนเนอร์บางชนิดยังช่วยเติมความชุ่มชื้น ปลอบประโลม หรือผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ขึ้นอยู่กับส่วนผสม
โทนเนอร์จำเป็นในขั้นตอนการดูแลผิวหรือไม่?
แม้จะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอย่างเคร่งครัด แต่การใช้โทนเนอร์สามารถช่วยปรับปรุงขั้นตอนการดูแลผิวของคุณได้ โดยการเพิ่มความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิวที่บอบบาง และช่วยให้ส่วนผสมออกฤทธิ์ซึมซาบได้ดีขึ้น มีประโยชน์อย่างยิ่งในขั้นตอนการดูแลผิวแบบเกาหลีหลายขั้นตอน
โทนเนอร์ช่วยเรื่องสิวได้หรือไม่?
ได้ โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมอย่างกรดซาลิไซลิก (BHA), ทีทรี หรือวิชฮาเซล อาจช่วยควบคุมความมันส่วนเกินและทำความสะอาดรูขุมขนได้ มองหาโทนเนอร์ที่คิดค้นมาเพื่อผิวเป็นสิวง่ายหรือผิวมันโดยเฉพาะ
สามารถใช้โทนเนอร์ได้ทุกวันหรือไม่?
ได้อย่างแน่นอน โทนเนอร์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ทุกวัน โดยเฉพาะสูตรที่ให้ความชุ่มชื้นหรือปลอบประโลมผิว หากคุณใช้โทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิวที่มี AHAs หรือ BHAs ควรเริ่มใช้เพียงไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อหลีกเลี่ยงการผลัดเซลล์ผิวมากเกินไป
จำเป็นต้องใช้โทนเนอร์หรือไม่ หากใช้เซรั่มหรือเอสเซนส์อยู่แล้ว?
บทความที่เกี่ยวข้อง
ใช่ค่ะ โทนเนอร์จะช่วยเตรียมผิวของคุณให้พร้อมดูดซับเซรั่มหรือเอสเซนส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองคิดดูสิคะว่ามันคือชั้นการบำรุงแรกที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ลึกลงไปทำงานได้ดียิ่งขึ้น












